กล้วยหิน




ชื่อสามัญ              Saba
ชื่อวิทยาศาสตร์         Musa sapientum
ชื่ออื่น ๆ               -
แหล่งที่พบ            ฝั่งแม่น้ำปัตตานี เขตพื้นที่หมู่บ้านเรือขุด ตำบลบาเจาะ 
                    อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กล้วยหินมีความเด่นเฉพาะตัว  เป็นพวกเดียวกับกล้วยน้ำว้า  ความเด่นของกล้วยหิน  เมื่อเปรียบเทียบกับกล้วยชนิดอื่นมีหลายประการ  เช่น   เป็นกล้วยที่มีรสชาติอร่อย ไม่ฝาด ไม่ยุ่ย เนื้อในสีขาวอมเหลือง  มีลักษณะแข็งเล็กน้อย ถึงแม้จะสุกก็เก็บไว้ได้นานกว่ากล้วยชนิดอื่น เมื่ออยู่ในสภาพเดียวกัน ผลมีลักษณะเป็นเหลี่ยมแข็งส่วนลักษณะทั่วไปคล้ายกล้วยน้ำว้า  ลำต้นสูงประมาณ ๓.๕-๕ เมตร โดยทั่วไปลักษณะของเนื้อกล้วยหินมีลักษณะแข็งจึงไม่เหมาะสำหรับใช้รับประทานดิบ ลักษณะของเนื้อกล้วยหินนี้จะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามชนิดของดินที่ปลูก เช่น  ถ้าปลูกในดินแร่ธาตุมาก  เนื้อในจะมีสีเหลือง  แต่ถ้าปลูกในดินทรายแร่ธาตุน้อย เนื้อจะมีสีค่อนข้างดำ ลอกเปลือกยาก ส่วนสีของผลนั้นจะมีสีเขียวออกด่างเมื่อแก่จัด แต่จะมีสีเหลืองที่สุด
การดูแลรักษา
วิธีการปลูก
ชาวบ้านนิยมนำกล้วยหินมาปลูก  ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ  ที่เรียกว่าหน่อใบแคบ  (Sword  Sucker)  เป็นหน่อที่มีใบบ้าง แต่เป็นใบเรียวเล็ก ๒-๓ ใบ มีความสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร มีเหง้าติดอยู่ การเตรียมพื้นที่ปลูก จะขุดหลุมเป็นระยะ  ห่างประมาณ ๖X๗ เมตร การขุดหลุมระยะห่างกันก็เพราะกล้วยหินเป็นกล้วยที่มีกอใหญ่ ขนาดลำต้นใหญ่ และสูงกว่ากล้วยธรรมดาโดยทั่วไป จึงต้องปลูกระยะห่าง กล้วยหินเมื่อปลูกเพียง ๗-๘ เดือน  ก็จะแทงหน่อ  ๕-๖ หน่อ ชาวสวนบางคนพยายามย้ายหลุมปลุก เช่น ปลูก ๓-๕ ปี ก็รื้อหลุมครั้งหนึ่ง นิยมปลูกในแนวสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือปลูกแบบขั้นบันไดบนพื้นที่ลาดชันส่วนใหญ่นิยมปลูกกล้วยหินตอนต้นฤดูฝน  เพราะสะดวกไม่ต้องรดน้ำมากและกล้วยเจริญเติบโตเร็ว และนิยมใช้หญ้าหรือกาบกล้วยที่ตายแล้วนำมาเป็นวัสดุคลุมดิน
โรคและแมลง     -
ประโยชน์    
ส่วนใหญ่การใช้ประโยชน์จากกล้วยหิน  จะนิยมนำผลมาบริโภคโดยลักษณะของการนำมาบริโภคนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน เช่น  การนำมาทำกล้วยต้ม  ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ได้รสชาติของกล้วยหินที่แท้จริง  และยังเป็นของฝากที่ขึ้นชื่ออีกด้วย   หรือกล้วยหินเชื่อมและกล้วยหินบวชชี    การปลูกกล้วยหินจึงทำรายได้ให้เกษตรกร