สวัสดีค่ะ

ครั้งแรกกับการสร้างบล็อกเพื่อที่จะนำข้อมูลที่น่าสนใจมาเก็บรวบรวมไว้ที่เดียวกันให้ได้เยอะที่สุด จะได้ไม่เสียเวลาในการค้นหา ทำให้ผู้อ่านหรือบุคคลทั่วไปที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ ให้กับตนเองได้อีกหนึ่งช่องทางซึ่งต้องขอบพระคุณหลายๆ เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งค้นคว้าที่ดี เช่น
1. วิกกีเพียเดีย
2. http://natres.psu.ac.th/radio/radio_article/radio47-48/47-480021.htm
3. http://www.baanmaha.com/community/thread16884.html
4. http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/agri/tree/sec01p05_27.html
5. http://student.nu.ac.th/ku/ku1.html
7. กรมส่งเสริมการเกษตร
 และอีกหลายเว็บไซต์ที่ไม่ได้กล่าวถึง

กล้วยร้อยหวี



ชื่อสามัญ               -
ชื่อวิทยาศาสตร์        Musa chiliocarpa   Back.
ชื่ออื่นๆ              กล้วยงวงช้าง
แหล่งที่พบ           ประเทศอินโดนีเซีย ปัจจุบันนำมาปลูกแพร่หลายทั่วไป ตามหมู่บ้านและวัด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 
ไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นเหง้าใต้ดิน ลำต้นเทียมเป็นกาบใบหุ้มซ้อนกัน สูง 3-3.5 เมตร แตกกอเช่นเดียวกับกล้วยทั่ว ๆ ไป ใบเป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนาน กว้าง 40 ซม. ยาว 2-2.5 ซม. โคนมน ปลายตัด ดอกออกที่ปลายต้น เป็นปลีห้อยลงมา กล้วยร้อยหวีมีงวงปลียาวเป็นพิเศษ บางครั้งถึง 2 เมตร มีจำนวนหวีมากอยู่ชิดกัน ผล มีขนาดเล็กเรียงเบียดกันแน่นในหวี ผลสุกสีเหลือง รสหวานรับประทานได้ มีเมล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก
การดูแลรักษา          -
โรคและแมลง          -
ประโยชน์                     
ปลูกเป็นไม้ประดับให้ความแปลกตา และสวยงาม ปกติออกปลี ปีละครั้ง

กล้วยครั่ง



ชื่อสามัญ              Red banana
ชื่อวิทยาศาสตร์         Musa (AAA group)"Kluai Khrang"
ชื่ออื่น ๆ              กล้วยน้ำครั่ง
แหล่งที่พบ            พบได้ทั่วไป
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 2.5 - 3.5 เมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียว ปนชมพู ปนแดง
ใบ ก้านใบมีร่องกว้าง สีชมพูปนแดง มีปีก เส้นกลาง ใบสีชมพูปนแดง แผ่นใบสีเขียวมีสีแดงเรื่อ ๆ
ดอก ก้านช่อดอกสีแดง มีขน ปลีรูปไข่ ค่อนข้างยาว ปลายหลมด้านนอกสีแดงอมม่วง ด้านในสีแดงซีด
ผล เครือหนึ่งมี 5 - 6 หวี สีผลแดงอมม่วงเข้ม จนดูสีคล้ำ ลักษณะคล้ายกล้วยนากมาก แต่ผลเล็กกว่า จำนวนผลต่อหวีมากกว่า มีผลจะไม่สดใสเท่า เนื้อสีเหลือง กลิ่นหอม เริ่มสุกรสชาติเปรี้ยวเล็กน้อย เมื่อสุกจะหวาน เนื้อนุ่ม
การดูแลรักษา
โรคและแมลง
การใช้ประโยชน์          ผลใช้รับประทานสด

กล้วยหิน




ชื่อสามัญ              Saba
ชื่อวิทยาศาสตร์         Musa sapientum
ชื่ออื่น ๆ               -
แหล่งที่พบ            ฝั่งแม่น้ำปัตตานี เขตพื้นที่หมู่บ้านเรือขุด ตำบลบาเจาะ 
                    อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กล้วยหินมีความเด่นเฉพาะตัว  เป็นพวกเดียวกับกล้วยน้ำว้า  ความเด่นของกล้วยหิน  เมื่อเปรียบเทียบกับกล้วยชนิดอื่นมีหลายประการ  เช่น   เป็นกล้วยที่มีรสชาติอร่อย ไม่ฝาด ไม่ยุ่ย เนื้อในสีขาวอมเหลือง  มีลักษณะแข็งเล็กน้อย ถึงแม้จะสุกก็เก็บไว้ได้นานกว่ากล้วยชนิดอื่น เมื่ออยู่ในสภาพเดียวกัน ผลมีลักษณะเป็นเหลี่ยมแข็งส่วนลักษณะทั่วไปคล้ายกล้วยน้ำว้า  ลำต้นสูงประมาณ ๓.๕-๕ เมตร โดยทั่วไปลักษณะของเนื้อกล้วยหินมีลักษณะแข็งจึงไม่เหมาะสำหรับใช้รับประทานดิบ ลักษณะของเนื้อกล้วยหินนี้จะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามชนิดของดินที่ปลูก เช่น  ถ้าปลูกในดินแร่ธาตุมาก  เนื้อในจะมีสีเหลือง  แต่ถ้าปลูกในดินทรายแร่ธาตุน้อย เนื้อจะมีสีค่อนข้างดำ ลอกเปลือกยาก ส่วนสีของผลนั้นจะมีสีเขียวออกด่างเมื่อแก่จัด แต่จะมีสีเหลืองที่สุด
การดูแลรักษา
วิธีการปลูก
ชาวบ้านนิยมนำกล้วยหินมาปลูก  ขยายพันธุ์ด้วยหน่อ  ที่เรียกว่าหน่อใบแคบ  (Sword  Sucker)  เป็นหน่อที่มีใบบ้าง แต่เป็นใบเรียวเล็ก ๒-๓ ใบ มีความสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร มีเหง้าติดอยู่ การเตรียมพื้นที่ปลูก จะขุดหลุมเป็นระยะ  ห่างประมาณ ๖X๗ เมตร การขุดหลุมระยะห่างกันก็เพราะกล้วยหินเป็นกล้วยที่มีกอใหญ่ ขนาดลำต้นใหญ่ และสูงกว่ากล้วยธรรมดาโดยทั่วไป จึงต้องปลูกระยะห่าง กล้วยหินเมื่อปลูกเพียง ๗-๘ เดือน  ก็จะแทงหน่อ  ๕-๖ หน่อ ชาวสวนบางคนพยายามย้ายหลุมปลุก เช่น ปลูก ๓-๕ ปี ก็รื้อหลุมครั้งหนึ่ง นิยมปลูกในแนวสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือปลูกแบบขั้นบันไดบนพื้นที่ลาดชันส่วนใหญ่นิยมปลูกกล้วยหินตอนต้นฤดูฝน  เพราะสะดวกไม่ต้องรดน้ำมากและกล้วยเจริญเติบโตเร็ว และนิยมใช้หญ้าหรือกาบกล้วยที่ตายแล้วนำมาเป็นวัสดุคลุมดิน
โรคและแมลง     -
ประโยชน์    
ส่วนใหญ่การใช้ประโยชน์จากกล้วยหิน  จะนิยมนำผลมาบริโภคโดยลักษณะของการนำมาบริโภคนั้นมีหลายอย่างด้วยกัน เช่น  การนำมาทำกล้วยต้ม  ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ได้รสชาติของกล้วยหินที่แท้จริง  และยังเป็นของฝากที่ขึ้นชื่ออีกด้วย   หรือกล้วยหินเชื่อมและกล้วยหินบวชชี    การปลูกกล้วยหินจึงทำรายได้ให้เกษตรกร

กล้วยหอมทอง




ชื่อสามัญ:            Gros Michel
ชื่อวิทยาศาสตร์:       Musa (AAA group)
"Kluai Hom thong"
ชื่ออื่น ๆ:             กล้วยหอม
แหล่งที่พบ:            พบทั่วไป
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
ต้น   ลำต้นสูง 2.5 - 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้นนอกมีประดำ ด้นในสีเขียวอ่อน และมีเส้นลายสีชมพู
ใบ   ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง และ มีปีก เส้นกลางใบสีเขียว
ดอก ก้านเครือมีขน ปลีรูปไข่ ค่อนข้างยาว ปลายแหลม ด้านบนสีแดงอมม่วง มีไข ด้านในสีแดงซีด
ฝัก/ผล  เครือหนึ่งมี 4-6 หวี หวีหนึ่งมี 12-16 ผล กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 21-25 เซนติเมตร ปลายผลมีจุก เห็ดชัดเปลือกบาง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แต่ที่ปลายจุกจะมีสีเขียว แล้วเปลี่ยนสีภายหลัง เนื้อสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม รสหวาน
การดูแลรักษา:        อบดินที่มีการระบายน้ำดี และอุดมสมบูรณ์
โรคและแมลง
การใช้ประโยชน์:       ผลใช้รับประทานสด

กล้วยผา




ชื่อสามัญ             Ensete
ชื่อวิทยาศาสตร์         Ensente superbum
ชื่ออื่น ๆ              Ensente superbum
แหล่งที่พบ            ในป่าแถบภาคเหนือและภาค
อีสาน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น - ลำต้นสูง 0.5  เมตร จะเห็นลำต้นไม่ชัดเจน
ใบ - ก้านใบมีนวลหนา และเรียงตัวหลวม ๆ ก้านใบสั้นสีเขียว มีร่องใบกว้าง เส้นใบสีเขียว
ดอก - ปลีใหญ่คล้ายดอกบัว ชูตั้งขึ้น ปลีใหญ่ บางชนิดสีเหลืองเขียว รูปค่อนข้างป้อม ปลายป่าน ดอกที่อยู่โคนหัวปลีเป็นดอกกะเทย
ผล - ผลใหญ่เรียงกันไม่เป็นระเบียบ รูปป้อม ปลายแหลมมีเมล็ดมาก เมล็ดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางเมล็ด 5 - 6 มิลลิเมตร หรือมากกว่า 
การดูแลรักษา  -
โรคและแมลง  -
ประโยชน์       ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ

กล้วยเล็บมือนาง




ชื่อวิทยาศาสตร์        Musa (AA group) "Kluai Leb Mu Nang"

ชื่อสามัญ            -

ชื่ออื่นๆ            กล้วยข้าว กล้วยหมาก

แหล่งที่พบ         แถบภาคใต้ และภาคกลาง แถบกรุงเทพ                                  

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูงไม่เกิน 2.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีชมพูอมแดง มีประดำหนา ด้านในสีชมพูอมแดง
ใบ
 ก้านใบสีชมพูอมแดง ตั้งขึ้น มีร่องกว้าง มีครีบ เส้นใบสีชมพูอมแดง ใบสีเขียวอ่อน ค่อนข้างแคบ
ดอก ก้านช่อดอกมีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้างยาว ม้วนงอขึ้น ปลายแหลม ด้านนอกสีแดงอมม่วง ด้านในสีแดงซีด
ผล หวีหนึ่งมี 10 - 16 ผล ผลเล็กรูปโค้งงอ ปลายเรียวยาว ก้านผลสั้น เปลือกหนา เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง และยังมีก้านเกสรตัวเมียติดอยู่ กลิ่นหอมแรง เนื้อสีเหลือง รสหวาน          

การดูแลรักษา      -           

โรคและแมลง      -            

ประโยชน์       ผลใช้รับประทานสด หรือแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยอบน้ำผึ้ง

กล้วยป่า



ชื่อสามัญ               -
ชื่อวิทยาศาสตร์           Musa acuminata Colla
ชื่ออื่น ๆ                -
แหล่งที่พบ              ป่าเทือกเขาเเก้ว ,ป่าคลองป้อม
ลักษณะพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 4 - 5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร กาบลำต้นมีสีเขียวอ่อน ตรงโคนต้นมีลายประดำ
ใบ ก้านใบสีเขียว ร่องก้านใบปิด โคนใบจะม้วนเข้าเล็กน้อย
ดอก ปลีมีสีม่วงหรือแดง มีนวล รูปร่างป้อม
ผล เครือหนึ่งมี 3 หวี หรือมากกว่า หวีหนึ่งมีประมาณ 10 ผล ผลมีลักษณะอ้วน
การดูแลรักษา            -
โรคและแมลง            -
ประโยชน์                     
     หยวกกล้วยป่าจะอร่อยกว่าหยวกกล้วยบ้าน เพราะจะนิ่ม   และหวาน ใบกล้วยป่าจะมีสีเขียว ... แกะหยวกกล้วยป่าเอาเปลือกที่แข็งออกให้หมด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ปลีกล้วย ผัก ประกอบอาหาร ผลอ่อน ผัก ประกอบอาหารใบใช้ห่อของ ผลอ่อนและหัวปลีกินได้แต่มีเมล็ดมาก เป็นอาหารของสัตว์ป่า  

กล้วยบัว



ชื่อสามัญ            Flowering banana
ชื่อวิทยาศาสตร์       Musa ornata  Roxb.
ชื่ออื่น ๆ            รัตกัทลี
แหล่งที่พบ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

      ไม้ล้มลุก มีลำต้นเป็นเหง้าใต้ดิน ลำต้นบนดินเป็นกาบใบที่เรียงซ้อนกันจนแน่น สูงประมาณ 2.5 ม. เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 ซม.
ใบ ใบเรียงสลับรอบต้นที่ปลายยอด ใบเดี่ยว รูปขอบขนาน กว้างประมาณ 25 ซม. ยาวประมาณ 2 ม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบเป็นมัน ท้องใบมีนวลสีอ่อนกว่าหลังใบ     
ดอก ดอกช่อสีเหลืองอมส้ม เรียกว่า "ปลี" ออกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกตั้งขึ้น มีใบประดับรูปไข่ สีส้มแดงหุ้มช่อดอกไว้ ลักษณะคล้ายกลีบดอกบัวเมื่อบานจะแผ่กางแล้วม้วนลง โคนปลีเป็นดอกเพศเมีย ด้านปลายเป็นดอกเพศผู้      
ผล ผลสด รูปรีแกมขอบขนาน กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว ประมาณ 6 ซม. มีสีเขียว เมื่อสุกมีสีเหลือง ขนาดเล็ก เมล็ดสีดำเป็นเหลี่ยมและแบน ขนาดประมาณ 2.5 ซม.
การดูแลรักษา   -
โรคและแมลง   -
ประโยชน์      -

กล้วยน้ำว้า



ชื่อสามัญ :               Banana
ชื่อวิทยาศาสตร์ :           Musa ABB cv. Kluai 'Namwa'
ชื่ออื่น ๆ :                กล้วยมะลิอ่อง (จันทบุรี) กล้วยใต้ (เชียงใหม่, เชียงราย)
                        กล้วยอ่อง (ชัยภูมิ) กล้วยตานีอ่อง (อุบลราชธานี)
แหล่งที่พบ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  
    ไม้ล้มลุก สูงประมาณ 3.5 เมตร ลำต้นสั้นอยู่ใต้ดิน กาบเรียงเวียนซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม สีเขียวอ่อน ใบ เป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 25-40 ซม. ยาว 1-2 เมตร ปลายใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ด้านล่างมีนวลสีขาว เส้นใบขนานกันในแนวขวาง ก้านใบเป็นร่องแคบ ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดห้อยลง เรียกว่า หัวปลี มีใบประดับขนาดใหญ่หุ้มสีแดงเข้ม เมื่อบานจะม้วนงอขึ้น ด้านนอกมีนวล ด้านในเกลี้ยง ผล รูปรี ยาว 11-13 ซม. ผิวเรียบ ปลายเป็นจุก เนื้อในมีสีขาว พอสุกเปลือกผลเป็นสีเหลือง เนื้อมีรสหวาน รับประทานได้ หวีหนึ่งมี 10-16 ผล บางครั้งมีเมล็ด เมล็ดกลม สีดำ
การดูแลรักษา
วิธีปลูก:
- ปลูกในช่วงฤดูฝน
- ปลูกด้วยหน่อใบแคบ หรือต้นพันธุ์ที่ได้จากการเพาะปลูกเลี้ยงเนื้อเยื่อ
- เตรียมหลุมปลูกขนาด 50x50x50 ซม.
- ผสมดินปุ๋ยคอกจำนวน 5 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อคฟอสเฟส จำนวน 50 กรัม เข้าด้วยกันใน หลุมให้สูง ประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม
- ยกถุงกล้าต้นไม้วางในหลุมโดยระดับของดินในถุงสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย
- ใช้มีดที่คมกรีดถุงจากก้นถุงขึ้นมาถึงปากหลุมทั้ง 2 ด้าน (ซ้ายและขวา)
- ดึงถุงพลาสติกออกโดยระวังอย่าให้ดินแตก
- กลบดินที่เหลือลงในหลุม
- กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น
- คลุมดินบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าว หรือหญ้าแห้ง
- รดน้ำให้ชุ่ม
ระยะปลูก:
2.5 x 3 เมตร , 2.5 x 2.5 เมตร
จำนวนต้นต่อไร่:
จำนวนต้นเฉลี่ย 200 ต้น/ไร่ , 250 ต้น/ไร่
การใส่ปุ๋ย:
ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต้น/ปี โดยแบ่งใส่ 4 ครั้ง ๆ ละ 250 กรัม ดังนี้
ครั้งที่ 1 ใส่หลังปลูก 1 สัปดาห์ ใช้สูตร 15-15-15
ครั้งที่ 2 ใส่หลังจากครั้งที่ 1 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15
ครั้งที่ 3 ใส่หลังจากครั้งที่ 2 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 15-15-15
ครั้งที่ 4 ใส่หลังจากครั้งที่ 3 ประมาณ 3 เดือน ใช้สูตร 13-13-21

การให้น้ำ:
ปริมาณของน้ำนั้นขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ความชุ่มชื้นของดิน ปริมาณลมที่พัดผ่านจะทำให้การคายน้ำมาก จึงไม่ควรปล่อยให้ผิวหน้าดินแห้งติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากรากจะหาอาหารอยู่บริเวณผิวดิน จึงทำให้หยุดชะงักการเจริญเติบโต
การตัดแต่งหน่อ:
ตัดแต่งหน่อหลังจากปลูกประมาณ 3-4 เดือน จะมีหน่อขึ้นมารอบ ๆ โคนให้ตัด ไปเรื่อยจนกว่าจะเริ่มออกปลี หรือหลังปลูกแล้วประมาณ 7-8 เดือน ควรมีการไว้หน่อทดแทน 1-2 หน่อ โดยหน่อที่ 1 และที่ 2 ควรมีอายุห่างกันประมาณ 4 เดือน เพื่อให้ผลกล้วยมีความอุดมสมบูรณ์ โดย เลือกหน่อที่อยู่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม
การตัดแต่งใบ:
ควรตัดแต่งใบช่วงที่ต้นเริ่มโตจนถึงเก็บเกี่ยว โดยเลือกใบแก่ และใบที่เป็นโรคออก ตัดให้เหลือประมาณ 7-12 ใบ เพื่อป้องกันต้นกล้วยโค่นช่วงออกปลี เพื่อใช้ใบปรุงอาหาร และเพิ่มความเจริญเติบของผลกล้วย
การเก็บเกี่ยว
การเก็บเกี่ยวกล้วยระยะใดขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการขนส่ง หากขนส่งไปขายไกล ๆ อาจตัดกล้วยเมื่อความแก่ประมาณ 75% การดูลักษณะความอ่อนแก่ของกล้วย อาจดูจากลักษณะผล เช่น ดูขนาดลูกกล้วย เหลี่ยมกล้วย หรือใช้วิธีการนับอายุจากวันแทงปลี หรือวันตัดปลีในการตัดจะต้องพิจารณาถึงต้นสูงหรือเตี้ย ถ้าสูงก็ให้ตัดบริเวณโคนต้น เพื่อให้ต้นเอียงลงมา โดยให้อีกคนหนึ่งจับหรือรับเครือกล้วยไว้ จะต้องเหลือก้านให้ยาวพอสมควร นำไปยังโรงเรือนเพื่อคัดขนาดบรรจุต่อไป
การปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยว
นำเครือกล้วยแขวนไว้บนราว ปล่อยให้ยางไหลจนแห้ง
ทำความสะอาดถูกผลหรือบริเวณปลายผลที่มีกลีบแห้งติดอยู่ออกให้หมด แยกเครือกล้วยออกเป็นหวี ๆ อย่างระมัดระวังอย่าให้รอยตัดช้ำ คัดเลือกผลที่มีรอยตำหนิ หวีที่ไม่ได้ขนาดออก จุ่มในน้ำผสมสารไธอาเมนตาโซล แล้วผึ่งลมหรือเป่าให้แห้ง บรรจุหีบห่อ/บรรจุลงเข่งโดยมีใบตองรอง เพื่อป้องกันบอบช้ำ

โรคและแมลง               -
ประโยชน์   
ผล - รักษาโรคกระเพาะ แก้ท้องเสีย ยาอายุวัฒนะ แก้โรคบิด รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้ริดสีดวง

กล้วยน้ำไท


ชื่อวิทยาศาสตร์              Musa (AA group) "Kluai Nam Thai"
ชื่อสามัญ                   -
ชื่ออื่น ๆ                  กล้วยหอมเล็ก
แหล่งที่พบ                 พบทางภาคกลาง
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูงประมาณ 2.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีประดำหนา ที่โคนมีชมพูอมแดง ด้านในสีชมพูอมแดง
ใบ ก้านใบตั้งขึ้น มีร่องกว้าง ครีบมีสีชมพู เส้นใบ สีชมพูอมแดง
ดอก ก้านช่อดอกมีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้าวยาว ปลายแหลม ด้านบนสีม่วงอมแดง ด้านล่างสีซีด
ผล เครือหนึ่งมีประมาณ 5 หวี หวีหนึ่งมี 12 - 18 ผล ผลมีขนาดใกล้เคียงกับกล้วยหอมจันทน์ ผลไม่โค้งงอเท่า และเมื่อสุกสีเหลืองส้มกว่า มีจุดดำเล็ก ๆ คล้ายจุดของกล้วยไข่ กลิ่นหอม เนื้อสีส้มเหลือง รสหวาน
การดูแลรักษา               -  
โรคและแมลง               -
ประโยชน์                  ผลใช้รับประทานสด

กล้วยนาก



ชื่อสามัญ                   Red banana
ชื่อวิทยาศาสตร์              Musa (AAA group) "Kluai Nak"
ชื่ออื่น ๆ                   กล้วยกุ้ง กุ้งแดง กล้วยนาค
แหล่งที่พบ                  พบทางภาคใต้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 3 - 4.2 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 18 - 22 เซนติเมตร กาบด้านนอกมีสีเขียวปนแดงด้านใน สีชมพูมีปื้นแดงเป็นแถบ
ใบ ก้านใบมีมีชมพูปนแดง ร่องใบเปิด ใบมีสีเขียวเข้ม ท้องใบสีชมพู
ดอก ปลีรูปไข่ ปลายแหลม ปลีมีสีแดงอมม่วง กาบปลีเปิดม้วนงอขึ้น
ผล เครือหนึ่งมี 5 - 7 หวี หวีหนึ่งมี 14 - 18 ผล ผลกลม คล้ายกล้วยไข่ ยาว 12 - 14 เซนติเมตร กว้าง 3 - 4 เซนติเมตร ผลดิบมีสีแดงสดใส แก่จัดสีเขียวอมแดง เมื่อสุกสีแดงอมเหลือง เนื้อผลสีเหลืองส้มรสหวาน กลิ่นหอมเย็น
การดูแลรักษา
โรคและแมลง
ประโยชน์            ผลใช้รับประทานสด ใบประกอบเครื่องบูชาเทวดา ในงาน
มงคล

กล้วยนวล



ชื่อสามัญ                   Ensets 
ชื่อวิทยาศาสตร์              Ensete glauca Roxb. 
ชื่ออื่น ๆ                   กล้วยญวน 
แหล่งที่พบ:                 พบขึ้นในป่าแถบภาคเหนือและภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ
                         ที่ความสูง 300-800 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 5 - 6 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 30 เซนติเมตร โคนลำต้นใหญ่ กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวอ่อน มีประดำบ้างเล็กน้อย ด้านในมีสีเขียวอ่อน มีนวลหนา 
ใบ ก้านใบมีร่องใบเปิด เส้นกลางใบสีเขียว 
ดอก ก้านช่อดอกไม่มีขน ช่อดอกใหญ่ โน้มลงตามแรงดึงดูดของโลกใบประดับเป็นกาบบาง มีสีเขียว เมื่อบานจะไม่หลุดออกจากขั้ว 
ผล ผลมีลักษณะอ้วนอ้อมสีเขียวนวล จำนวนผลต่อเครือมาก ผลมีเมล็ดมาก เมล็ดสีดำใหญ่ ผลมีรสหวาน เนื้อมีน้อย เวลาจะกินต้องสอยมากินทีละลูก เพราะต้องรอให้สุกคาต้นแล้วค่อยกิน 
การดูแลรักษา              ชอบดินที่มีการระบายน้ำดี และอุดมสมบูรณ์
โรคและแมลง
ประโยชน์                 ใช้รับประทานสด ผลดิบใช้เป็นเครื่องเคียง หรือปลูกประดับ

กล้วยนมสาว


ชื่อสามัญ                    -
ชื่อวิทยาศาสตร์              Musa (AAB group) "Kluai Nom Sao"
ชื่ออื่น ๆ                     -
แหล่งที่พบ                 ภาคใต้ 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 2.5 - 3.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีสีเขียวเข้ม มีปื้นสีดำ
ใบ ก้านใบค่อนข้างสั้น มีประดำ ร่องก้านใบเปิด
ดอก ปลีเป็นทรงดอกบัว ปลายแหลม สีแดงอมม่วง
ผล เครือหนึ่งมี 5 - 7 หวี หวีหนึ่งมี 10 -12 ผล ผลอ้วนกลมผิวสีสดใส ปลายผลมีจุกใหญ่งอนขึ้น ผลสุกเปลือกหนา 
การดูแลรักษา
โรคและแมลง
ประโยชน์                  ผลใช้รับประทานสด 

กล้วยเทพรส



ชื่อสามัญ                   -
ชื่อวิทยาศาสตร์           Musa (ABBB group)
"Kluai Teparod"
ชื่ออื่น ๆ                กล้วยสิ้นปลี กล้วยปลีหาย กล้วยตีนเต่า กล้วยพาโล กล้วยทิพรส
แหล่งที่พบ              ประเทศไทย
ลักษณะพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 3.5 - 4  เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 15 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกมีปื้นดำบ้างเล็กน้อย มีนวลตรงผิวกาบเล็กน้อย ด้านในมีสีเขียว 
ใบ
 ก้านใบมีร่องแคบ เส้นกลางใบสีเขียว
ดอก ช่อดอกไม่มีขน ปลีรูปไข่ค่อนข้างป้อม ปลายมน ด้านบนมีสีแดงอมม่วง ด้านล่างมีสีแดงเข้ม
ผล เครือหนึ่งมี 5 - 7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 11 ผล ผลใหญ่คล้ายกล้วยหักมุก กว้าง 6 - 7 เซนติเมตร ยาว 18 - 20 เซนติเมตร ก้านผลยาว
การดูแลรักษา
โรคและแมลง
ประโยชน์               ใช้รับประทานสดและใช้แปรรูป

กล้วยตานี


ชื่อสามัญ                   Wild Balbisiana
ชื่อวิทยาศาสตร์              Musa balbisiana Colla.
ชื่ออื่น ๆ                   กล้วยตานี
แหล่งที่พบ                 ทั่วไป
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 3.5 - 4 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร สีเขียวไม่มีปื้นดำ กาบลำต้นด้านในสีเขียว
ใบ ก้านใบสีเขียว เส้นกลางใบสีเขียว ไม่มีร่อง ใบสีเขียวเป็นมัน มีความเหนียวมากกว่ากล้วยพันธุ์อื่นๆ
ดอก ก้านช่อดอกสีเขียวไม่มีขน ใบประดับรูปร่างค่อนข้างป้อม มีความกว้างมาก ปลายมนด้านบนสีแดงอมม่วง มีนวล ด้านล่างสีแดงเข้มสดใส เมื่อใบประดับการขึ้นจะตั้งฉากกับช่อดอกและไม่ม้วนงอ ใบประดับแต่ละใบซ้อนกันลึก
ผล
 เครือหนึ่งมีประมาณ 8 หวี หวีละ 10-14 ผล ผลป้อมขนาดใหญ่มีเหลี่ยมเห็นชัดเจน ลักษณะคล้ายกล้วยหักมุกแต่ปลายทู่ ก้านผลยาว ผลสุกสีเหลืองรสหวาน มีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดใหญ่สีดำ ผนังหนา แข็ง
การดูแลรักษา
โรคและแมลง
ประโยชน์       ใบนำมาทำประโยชน์มากกว่า การนำผลมารับประทาน

กล้วยดอกบัวทอง


ชื่อสามัญ                 “Golden Lotus”, “Dwarf Banana”
ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า           “Musella lasiocarpa”
ชื่ออื่น ๆ                  กล้วยแคระจีน
แหล่งที่พบ                 มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กล้วยแคระจีน หรือ กล้วยดอกบัวทอง มีถิ่นกำเนิดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน พบขึ้นอยู่บนยอดเขาในระดับความสูง 2,500 เมตร ซึ่งมีอากาศหนาวเย็น ขนาดใหญ่ที่สุดของกล้วยชนิดนี้คือมีความสูงประมาณ 1.5 เมตร ครึ่งหนึ่งของลำต้นมีลักษณะอ้วนสั้น ส่วนยอดคล้ายรูปกรวย ใบกว้าง มีสีเขียวอมเทามีนวลเล็กน้อย รูปใบหอก ขอบขนาน เช่นเดียวกับใบกล้วยทั่วไป 
     เมื่อช่อดอกเติบโตได้ขนาด ดอกขนาดเล็กก็เริ่มปรากฏ และเติบโตขึ้นจนกลายเป็นดอกขนาดใหญ่มีสีเหลือง หรือเหลืองอมส้ม รูปร่างคล้ายดอกบัว ตั้งตรงมีความสูงประมาณ 6 ฟุต ซึ่งสามารถตั้งอยู่ได้หลายเดือน โดยแต่ละชั้นของกลีบดอกค่อยๆ เหี่ยวแห้งไป และโดยทั่วไปจะออกดอกหลังจากปลูกไปแล้วราว 2 ปี 

     กล้วยดอกบัวทองมีรากที่แข็งแรงมาก และเหง้าของมันสามารถดูดน้ำเก็บไว้ได้มาก เพื่อหล่อเลี้ยงลำต้น
การดูแลรักษา
การขยายพันธุ์สามารถทำได้ทั้งการเพาะเมล็ดหรือใช้หน่อปักชำ แต่การเพาะเมล็ดค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องเพาะชำเมล็ดไว้ในอุณหภูมิที่เย็นจัดราว 5 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 เดือนจึงจะช่วยให้การปลูกเป็นไปได้เร็วขึ้น และจะงอกงามดีในช่วงฤดูฝน กล้วยพันธุ์นี้ไม่ได้เติบโตในวงกว้างนอกไปจากถิ่นกำเนิดของมัน 
โรคและแมลง
ประโยชน์

กล้วยงาช้าง


ชื่อสามัญ                   Plantain
ชื่อวิทยาศาสตร์              Musa (AAB group)
"Kluai Chang"
ชื่ออื่น ๆ                   กล้วยยักษ์
แหล่งที่พบ                 พบได้ทั่วไป
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 2 - 2.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร กาบลำต้นมีสีเขียวเข้ม
ใบ ก้านใบมีสีเขียวเข้มร่องก้านใบปิด ใบแข็งฉีกขาดง่าย
ดอก ปลีเป็นทรงกระบอก ยาวเรียวเส้นผ่านศูนย์กลางปลี 6 - 7 เซนติเมตร ยาว 20 - 25 เซนติเมตร กาบปลีมีสีม่วงอ่อน มีนวลมาก
ผล เครือหนึ่งจำนวนผลน้อย แต่ผลมีขนาดใหญ่มาก ผลกว้าง 5 - 6 เซนติเมตร ยาว 25 - 30 เซนติเมตร ลักษณะผลคล้ายกล้วยกล้าย แต่เมื่อผลแก่เหลี่ยมผลจะหายไป
การดูแลรักษา
โรคและแมลง
ประโยชน์ ผลใช้รับประทานสด นำไปต้มหรือนึ่งเนื้อผลจะเหนียวขึ้น

กล้วยไข่


ชื่อสามัญ                  Pisang Mas
ชื่อวิทยาศาสตร์              Musa (AA group) "Kluai Khai"
ชื่ออื่นๆ                    กล้วยไข่
แหล่งที่พบ                  ตำบลวันยาว
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 2. 5 - 3 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 16 - 20 เซนติเมตร กาบลำต้นด้านนอกสีเขียวปนเหลือง มีประสีน้ำตาลอ่อน ด้านในสีชมพูอมแดง
ใบ ก้านใบสีเขียวอมเหลือง มีร่องกว้าง โคนก้านมีครีบสีชมพู
ดอก ก้านช่อดอก มีขนอ่อน ปลีรูปไข่ ม้วนงอขึ้น ปลายแหลม ด้านนอกสีแดงอมม่วง ด้านในที่โคนกลีบสีซีด
ผล เครือหนึ่งมี 6 - 7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 14 ผล ผลค่อนข้างเล็ก ก้านผลสั้น เปลือกผลบางเมื่อสุก มีสีเหลืองสดใส บางครั้งมีจุดดำเล็ก ๆ ประปราย เนื้อสีครีม อมส้ม รสหวาน
การดูแลรักษา
โรคและแมลง
ประโยชน์                 ผลใช้รับประทานสด และแปรรูป

กล้วยหอมเขียว


ชื่อสามัญ                 Pisang Masak Hijau
ชื่อวิทยาศาสตร์            Musa (AAA group "Cavendish" )
                       "Kluai Hom Khieo"

ชื่ออื่น ๆ                 กล้วยคร้าว เขียวคอหัก กล้วยเขียว
แหล่งที่พบ                พบได้อยู่ทั่วไป โดยเฉพาะทางภาคใต้และภาคเหนือ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น ลำต้นสูง 3.5 - 4.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 20 - 22 เซนติเมตรกาบลำต้นด้านนอกมีปื้นดำใหญ่ ด้านในมีสีชมพูอมแดง
ใบ ก้านใบมีร่องค่อนข้างกว้าง และครีบมีสีชมพูอมแดง เส้นกลางใบสีเขียว
ดอก ปลีรูปไข่ค่อนข้างยาว ปลายแหลม ด้านนอกมีสีแดงอมม่วง ด้านในมีสีแดงซีด
ผล เครือหนึ่งมีประมาณ 8 - 10 หวี หวีหนึ่งมี 14 - 18 ผล ผลกว้าง 3 - 4 เซนติเมตร ยาว 21 - 25 เซนติเมตร ปลายผลมนจุกสีเขียวสดเปลือกหนากว่ากล้วยหอมทอง เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว เนื้อสีขาว กลิ่นหอมฉุนค่อนข้างแรง รสหวาน เนื้อเละ
การดูแลรักษา                -
โรคและแมลง                 -
การใช้ประโยชน์        ผลใช้รับประทานสด

กล้วยกัทลี



ชื่อสามัญ                  OKINAWA TORCH; RED-LOWERING BANANA;
                        OKINAWAN BANANA FLOWER
ชื่อวิทยาศาสตร์ :           Musa uranoscopol
ชื่ออื่น ๆ :                กล้วยแดง กล้วยรัตกัทลี Lour
แหล่งที่พบ :                   -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์:
       ไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดินสั้น ๆ ลำต้นเทียม ประกอบด้วยกาบใบ ต้นกลมตรง ใบเป็นใบเดี่ยว ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอดเรียกว่า ปลี ปลีตั้งยาว 75 ซม. ก้านของปลีมีขนสีขาวปกลุม ใบประดับมีขนาดใหญ่ อวบน้ำ ใบประดับเรียงเวียนสลับรองรับดอกย่อยซึ่งเรียงเป็น 1 แถว และมีดอกย่อยเพียง 2 ดอก เมื่อดอกบาน ใบประดับสีแดงอมส้มจะแย้มออกเล็กน้อย ด้านโคนปลีเป็นดอกเพศเมีย ด้านปลายปีเป็นดอกเพศผู้
การดูแลรักษา 
       ระยะปลูกและการเตรียมหลุม ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 1.5x2 เมตร เตรียมหลุมโดยใช้ปุ๋ยคอก และ Rock phospage รองก้นหลุมการให้ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 อัตรา 50 g /ต้น/เดือน และระยะที่ใกล้ออกดอกให้ปุ๋ยสูตร 12-12-12-2 การให้น้ำ ให้น้ำสม่ำเสมอโดยให้ระบบสปริงเกอร์จะเหมาะสมการตัดแต่ง ให้ทำการตัดใบแห้งและหน่อที่มีมากเกินจำเป็นออกเพื่อป้องกันการเข้าทำลายหนอนเจาะลำต้น
โรคและแมลง                  
หนอนเจาะลำต้น จะมีด้วงเจาะกัดกินไส้ลำต้นทำให้เกิดความเสียหาย การป้องกันกำจัดโดยใช้ฟูราดาน 3% G ตั๊กแตนกัดใบ แต่พบน้อยมาก การเก็บเกี่ยว ตัดดอกที่บาน 80% โดยการตัดทั้งต้น ในตอนเช้า นำมาปอกกาบออกให้เหลือติดอยู่ 2-3 กาบ และตัดใบออกให้เหลือเหนือดอกประมาณ 2-3 นิ้ว เพื่อป้องกันดอกช้ำระหว่างขนส่ง
ประโยชน์      -